ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากหนังหมู

 มุสลิมอาจไม่รู้ว่าเจ๊กเก็ตที่เขากำลังสวม หรือรองเท้า หรือกระเป๋าสตางค์ที่พกพาหรือเครื่องหนัง อื่นๆ ที่ได้ทำมาจากหนังหมู เราพบสินค้าในประเภทเครื่องหนังดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังโดยทั่วไป: เครื่องหนังทั่วไปที่เป็นเครื่องหนังจากจีน หรือประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ แต่มันยังพบในเครื่องหนังจากยุโรปและและประเทศที่พัฒนาแล้ว บางชิ้นเป็นตราสินค้าที่มีราคาแพง

2. รองเท้าหนังและรองเท้ากีฬา: รองเท้าทั้งใบหรือส่วนที่บุภายในรองเท้าอาจทำมาจากหนังหมู

3. เสื้อแจ็กเกต: แจ็กเกตหนังกลับที่เป็นขายาวหรือเอวกว้าง หรือเป็นเสื้อแขนยาวหรือเสื้อไม่มีแขน

4. กระเป๋าสะตังค์: กระเป๋าผู้ชายหรือผู้หญิง ทั้งใบหรือแทบจะทั้งใบภายในอาจจะบุด้วยหนังที่ทำมาจากหนังหมู

5. กระเป๋าสะพาย: กระเป๋าสะพายสำหรับผู้ชายและผู้หญิงโดยทั่วไปแล้วด้านในบุด้วยเยื่อที่ทำมาจากหนังหมู อย่างไรก็ตาม อาจมีส่วนอื่นๆของกระเป๋าที่อาจทำมาจากหนังหมูอีกด้วย

6. กระเป๋าหิ้ว: กระเป๋าหิ้วทั้งใบหรือเกือบทั้งใบซับในอาจทำมาจากหนังหมู

………………………………………………………………………………………………..
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
– เราจะแยกแยะหนังหมูออกจากหนังชนิดอื่นได้อย่างไร?

– ถุงมือนิรภัยบ่อยครั้งทำมาจากหนังหมู
http://www.facebook.com/?ref=hp#!/notes/hsc-pattani-officer/thungmux-nirphay-bxy-khrang-thi-tha-ma-cak-hnang-hmu/195902760421606

สุกรถูกนำมาวิจัยในฐานะตัวแทนของมนุษย์

ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดรอรรณนพ คุณาวงษ์กฤต
คณะบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากการอภิปรายหัวข้อ ความท้าทายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ฮาลาล กับ วิทยาศาสตร์หะรอมในงาน WHASIB 2009  
ส่วนหนึ่งจากวารสาร HALAL insight issue 07. january-March 2009

           วิทยาศาสตร์สุกรคือวิทยาศาสตร์ซึ่งเกี่ยวกับสุกรในทุกแง่มุมมีข้อมูลปรากฏบนอินเตอร์เน็ตถึง  84 ล้านข้อมูล สุกรเป็นสัตว์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการวิจัยละทดลองสิ่งที่คล้ายคลึงกันระหว่างสุกรและมนุษย์  ได้แก่ ผิวหนัง  ระบบย่อยอาหาร  ระบบหัวใจและหลอดเลือด  และแม้แต่กระบวนการทำงานของร่างกาย  เช่นระบบเผาผลาญ  ระบบประสาท  ขนาดรูปร่าง  น้ำหนักตัว  และมีความใกล้เคียงทางสายพันธ์มาก   เห็นได้จากโพรงจมูก  2  ข้างที่เหมือนกันกระเพาะอาหารและลำไส้ที่รองรับทั้งอาหารที่เป็นพืชและสัตว์เซลล์ในระบบย่อยอาหารและการหลั่งน้ำย่อยที่คล้ายคลึงกัน  การเปลี่ยนการค่าความเป็นกรด-ด่าง   และระยะที่อาหารเดินทางในลำไส้เล็กที่ใกล้เคียงกัน  รวมถึงลักษณะการเรียงตัวและจำนวนขดของลำไส้ใหญ่อีกด้วย

                สำหรับระบบหัวใจและหลอดเลือด  หัวใจและหลอดเลือดใหญ่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์  ยกเว้นเส้นเลือดดำโค้งหลังหัวใจฝังซ้าย(Left azygos veins) ส่วนหลอดเลือดที่นำเลือดมาเลี้ยงหัวใจมีลักษณะเหมือนของมนุษย์เกือบทุกประการ ดังนั้นจึงสามารถรักษาอาการหัวใจขาดเลือดเพื่อทำการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายในมนุษย์ได้นอกจากนี้ยังสามารถชักนำให้สุกรเกิดภาวะระดับไขมันในเลือดสูง (Hypercholesterolaemia) และหลอดเลือดแข็งเพื่อศึกษาวิธีดูแลรักษาโรคในมนุษย์อีกด้วย

                ระบบเผาผลาญคืออีกสิ่งหนึ่งที่สุกรมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์  โดยการเผาผลาญสารซีโนไบโอติกของมนุษย์ควบคุมโดยไซโทโทรมนอกจากน้  สิ่งที่เหมือนกันได้แก่ กระบวนการเรียงท่อเป็นGlucuronide คือ เฟสที่สองของกระบวนการจับคู่(Conjugated reaction) กระบวนการ Acetylation  และการทำงานของเอนไซม์   ดังนั้น  สุกรจึงถูกนำมาวิจัยในฐานะตัวแทนของมนุษย์    ซึ่งเป็นตัวอย่างการศึกษาที่ดี  โดยสามารถใช้ศึกษาการผ่าตัดหัวใจ และหลอดเลือด การปลูกถ่ายอวัยวะ โดยหลอดเลือดแข็งการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อผิวต่างสายพันธุ์การดูดซึมแร่ธาตุในระบบทางเดินอาหารการทดสอบตัวยาและการทดสอบทางการแพทย์อื่นๆ อีกมากมายทางเภสัชศาสตร์ก็สามารถทำได้ เช่น การวางยาสลบหรือพิษวิทยา  นอกจากนี้ สุกรยังเป็นสัตว์ทดลองที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการวิจัยขั้นสูง  เช่น การดัดแปลงพันธุกรรมสัตว์การย้ายฝากนิวเคลียส  การโคลนนิ่งสำหรับการปลูกถ่ายอวัยวะและการบำบัดเซลล์โดยเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell)

การปลูกถ่ายอวัยวะจากสุกรสู่คน ความท้าทายสำหรับโลกฮาลาล

เภสัชกร  รศ.ดร. เอกรินทร์  สายฟ้า
รองผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากการอภิปรายหัวข้อ ความท้าทายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ฮาลาล กับ วิทยาศาสตร์หะรอมในงาน WHASIB 2009  
วารสาร HALAL insight issue 07. january-March 2009

   ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์สุกรได้รับการพัฒนาไปมาก สุกรถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์และนวัตกรรมเทคโยโลยีต่างๆ เช่น ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะต่างสายพันธุ์ (xenotransplantation)เป็นต้น การปลูกถ่ายอวัยวะต่างสายพันธุ์คือการปลูกถ่ายเซลล์เนื้อเยื่อ หรือวัยวะที่มีชีวิต จากสายพันธุ์หนึ่งไปสู่อีกสายพันธุ์หนึ่ง

            กล่าวถึงความขาดแคลนด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวมีผู้ป่วยที่มีรายชื่อรอการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะต้องเสียชีวิต 10 คน/วัน ดังนั้นการปลูกถ่ายอวัยวะต่างสายพันธุ์จึงเป็นข่าวดีสำหรับผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับอวัยวะในระยะสุดท้าย ในบรรดาสัตว์ที่ทำการทดลองการปลูกถ่ายอวัยวะต่างสายพันธุ์ พบว่าสุกรที่ปราศจากโรคคือสายพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากสุกรสามารถขยายพันธุ์ได้เร็ว มีจำนวนการตกลูกต่อครอกสูง อวัยวะของสุกรมีขนาดและคล้ายคลึงกับอวัยวะของมนุษย์ และสามารถนำอวัยวะของสุกรไปจัดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเพื่อลดความเสี่ยงในการต่อต้านอวัยวะได้อีกด้วย

         โดยทั่วไป อวัยวะของสุกรที่ใช้ในการปลูกถ่ายต่างสายพันธุ์ ได้แก่ ตับ ไต เซลล์สมอง หัวใจ และลิ้นหัวใจซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก

            วิทยาศาสตร์สุกรสร้างความท้าทายให้แก่นักวิทยาศาสตร์มุสลิมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมุสลิมจะยอมรับใช้อวัยวะของสุกรก็ต่อเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นๆ แล้วเท่านั้น ทั้งนี้ ดร.เอกรินทร์ ได้แนะนำมุสลิมว่าควรเสาะหาทางเลือกอื่นๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามหลักศาสนาอิสลามก่อน ต่เมื่อไม่มีแล้วจึงค่อยยินยอมใช้อวัยวะสุกรเป็นทางเลือกสุดท้าย

เซลล์ตับของแพะสามารถเข้ากันได้ดีกับเซรั่มของมนุษย์มากกว่าเซลล์ตับของสุกร

เภสัชกร  รศ.ดร. เอกรินทร์  สายฟ้า
รองผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากการอภิปรายหัวข้อ ความท้าทายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ฮาลาล กับ วิทยาศาสตร์หะรอมในงาน WHASIB 2009  
วารสาร HALAL insight issue 07. january-March 2009

   จากการวิจัยโดยศูนย์ค้นคว้าและวินิจฉัยตับ (Center for Liver Research and Diagnostic) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองไฮเดอราบัด (Hyderabad) พบว่าตับแพะสามารถนำมาใช้เป็นอวัยวะปลูกถ่ายสำหรับมนุษย์ได้ เซลล์ตับแพะยังสามารถนำไปปลูกถ่ายในเยื่อบุช่องท้องของมนุษย์ (Peritonum) และควบคุมการทำงานของตับมนุษย์ได้ นอกจากนี้ การศึกษาเปรียบเทียบแสดงให้เห็นว่าเซลล์ตับ (Hepatocyte) ของแพะสามารถเข้ากันได้ดีกับซีรั่มของมนุษย์มากกว่าเซลล์ตับของสุกร

       การศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกถ่ายเซลล์ตับของแพะให้ผลเป็นที่ยอมรับได้ในหนูทดลองที่ถูกชักนำให้ตับถูกทำลายด้วย D-Galactosamine โดยในขั้นแรก หนูจะถูกชักนำให้ตับทำงานผิดปกติ จากนั้นทำการฉีดเซลล์ตับแพะเข้าไป ผลที่ได้คือ ตับที่งานผิดปรกติสามารถกลับมาทำงานปกติได้ นั่นหมายความว่าสามารถนำมาใช้กับมนุษย์ได้เช่นกัน

บทบาทของวิทยาศาสตร์กับงานด้านฮาลาล

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน
ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล
ส่วนหนึ่งจากเอกสารการบรรยาย

1. การสร้างฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ของวัตถุดิบที่ใช้ในการเตรียมอาหารฮาลาล (Database of active Halal ingredient list)

2. การตรวจวิเคราะห์วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ต้องสงสัยว่ามีการปนเปื้อนสารต้องห้ามทางศาสนาโดยเทคนิคและวิธีทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เพื่อความถูกต้องและแม่นยำ

3. การศึกษาทางเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบกระบวนการเตรียมวัตถุดิบและกระบวนการผลิตอาหาร

4. การประยุกต์ระบบ HACCP และ GMP ในการะบวนการผลิตอาหารฮาลาลในอุตสาหกรรม

5. การวิจัยและพัฒนาเทคนิคใหม่ๆในกรตรวจสอบการปนเปื้อนในวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระบวนการเตรียมที่สับซ้อน

6. การพัฒนาเทคนิคและอุปกรณ์อย่างง่าย รวดเร็ว ประหยัด เพื่อช่วยในการตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนสิ่งต้องห้าม

7. การสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภค ผู้ประกอบการตลอดจนนักการศาสนาในเรื่องความสำคัญของวิทยาศาสตร์ต่อการตรวจสอบอาหารและผลิตภัณฑ์

8. การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในงานการคุ้มครองผู้บริโภคอาหารฮาลาล ตลอดจนการสร้างความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในหมู่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

9. การนำเอาระบบอินเตอร์เน็ต การสร้างโฮมเพจและเว็บไซต์มาใช้มาใช้ในการสนับสนุนการดำเนินงานและประชาสัมพันธ์เรื่องอาหารฮาลาล

10. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นในงานฮาลาล

อิสลามกำหนดให้สรรพสิ่งส่วนใหญ่ฮาลาล

รศ.ดร วินัย  ดะห์ลัน
ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรร์มหาวิทยาลัย

          คำว่า “หะล้าล” หรือ “หะลาล” ซึ่งคนทั่วไปที่มิใช่มุสลิมในประเทศไทยคุ้นเคยกับการสะกดว่า “ฮาลาล” นั้นเป็นบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่านหลายวรรคหลายตอน เป็นต้นว่า โดยพื้นฐานแล้วอัลลอฮ์ (ซุบห์) ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและบันดาลให้เกือบทั้งหมด หะลาล แก่มนุษย์

     “พระองค์ทรงบันดาลแก่สูเจ้าซึ่งสิ่งทั้งปวงในแผ่นดิน” อัลกุรอ่าน 2:29

     “พระองค์ทรงทำให้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน เป็นประโยชน์แก่สูเจ้า” 45:13

      อย่างไรก็ตาม มีบ้างบางสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซุบห์) ทรงห้ามซึ่งนับเป็นสัดส่วนน้อยมาก มีผู้ถามท่านศาสดามูฮำมัด (ซอลฯ) ว่า อัลลอฮ์ (ซุบห์) ทรงอนุมัติสิ่งใดและทรงห้ามสิ่งใด ท่านศาสดาได้ตอบว่า

                “สิ่งที่พระองค์ทำให้เป็นที่ถูกต้องในคัมภีร์ของพระองค์ คือสิ่งที่หะลาลและสิ่งที่พระองค์ห้าม คือหะรอม สิ่งที่พระองค์ทรงวางเฉยเป็นที่อนุญาตด้วยพระองค์ ทรงโปรดปราณต่อท่าน”

                หลังจากนั้นท่านศาสดาได้กล่าวอ้างโองการใน คัมภีร์ว่า “แน่แท้พระองค์ไม่ลิมสิ่งใด” อัลกุรอ่าน19:64

         นอกเหนือจากนี้ท่านศาสดายังเคยมีวจนะ ไว้อีกว่า หะลาลคือสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซุบห์) ได้อนุมัติ ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในคัมภีร์ของพระองค์และหะรอมคือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงห้ามไว้ และสิ่งที่พระองค์นิ่งเงียบนั้น พระองค์ได้อนุมัติให้เป็นที่โปรดปราณแก่ท่าน”

           เหล่านี้คือหลักเกณฑ์ใหญ่ที่อิสลามใช้ในการตัดสินใจว่าสิ่งใดฮาลาลและสิ่งใดหะรอม ทั้งนี้โดยการตัดสินว่าทุกสิ่งทุกนั้นฮาลาลยกเว้นแต่สิ่งที่อัลลอฮ์ (ซุบห์) ทรงห้ามไว้เท่านั้น และสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามนั้นจะระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน อย่างไรก็ตามมีบางสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถตัดสินใจได้ในขณะนั้นว่าหะลาลต่อมุสลิมหรือเปล่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคใหม่นั้นมีผลิตภัณฑ์มากมายที่มีองค์ประกอบชวนให้สงสัยหรือก้ำกึ่งว่าหะลาลหรือหะรอมในกรณีเช่นนี้อิสลามให้หลีกเลี่ยง

ผู้บริโภคสามารถที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการออกเครื่องหมายรับรองฮาลาลกรณีเกิดการปนเปื้อนสิ่งต้องห้ามได้หรือไม่?

กิจจา อาลีอิสเฮาะ 
จากวารสารมุสลิม กทม.
ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ประจำเดือนธันวาคม 2553 – มกราคม 2554
สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร 

 ผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายฮาลาล  ซึ่งรับรองโดยคณะกรรมการประจำจังหวัด  และออกเครื่องหมายรับรองฮาลาลโดยสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย  ต่อมาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองและออกรับรองเครื่องหมายฮาลาลปรากฎว่ามีสิ่งปนเปื้อนหรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องห้ามการบริโภคตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม  ผู้เขียนให้ข้อสงสัยว่าผู้บริโภคสามารถที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการออกเครื่องหมายฮาลาลได้หรือไม่เพียงใด

           เบื้องต้นจะต้องทราบเสียก่อนว่า ”เครื่องหมายรับรองฮาลาล” เป็นเครื่องหมายที่อยู่ในความหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 หรือไม่ หากพิจารณาความหมายของคำจำกัดความของคำว่า   “ บริการ” และ “โฆษณา” ตามมาตร 3 แห่งพระราชบัญญัติค้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522  แล้ว  ผู้เขียนเห็นว่า “ เครื่องหมายฮาลาล”  อยู่ในความหมายของคำจำกัดความคำว่า  “บริการ  ว่า  การรับจัดทำการงาน  การให้สิทธิใดๆ  หรือการให้ใช้ หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์หรือกิจการใดๆ  โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือประโยชน์อื่นแต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงานตามกฎหมายรายงานและคำจำกัดความว่า  โฆษณา  ว่า  การกระทำการไม่ว่าโดยวิธีใดๆ  ให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า 

           ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณา  ซึ่งได้บัญญัติไว้ตามมาตร 22 ว่า การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อ(บริโภคหรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนร่วมทั้งนี้ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด  สภาพคุณภาพ  หรือลักษณะชองสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ

          ข้อความดังต่อไปนี้ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม (1)ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง (2.)ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าและบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริง 

         หากไม่ดูระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการรับรองมาตรฐานฮาลาล และการใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาล พ.ศ. 2548 ได้ให้ความหมายของเครื่องหมายรับรองฮาลาล  ว่า  เครื่องหมายรับรองฮาลาล หมายความว่า เครื่องหมายรับรองฮาลาลเป็นของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์การโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือกิจการใด  โดยมีสัญลักษณ์เรียกว่า  “ฮาลาล “ เขียนเป็นภาษาอาหรับอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหลังกรอบเป็นลายเส้นแนวตั้งใต้กรอบภายในเส้นขนานมีคำว่า “สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย”  หรือ “สกอท” และใต้เส้นขนานมีคำว่า”ที่กอท.ฮล (รหัสผลิตภัณฑ์)  เป็นภาษาไทย  ภาษาอาหรับ หรือภาษาอังกฤษ

ตามความหมายของคำว่าสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นผู้อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์การโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือกิจการใด  อันเป็นการให้สิทธิ หรือให้ใช้ หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการโดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือประโยชน์อื่น  ตามคำนิยามของตำว่า”บริการ””และ”โฆษณา”  ตามมาตร 3 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ฉะนั้นเครื่องหมายรับรองฮาลาล จึงอยู่ในความหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เมื่อเป็นดังนี้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายฮาลาล ก็จะต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการออกเครื่องหมายรับรองฮาลาลที่แสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์การโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือกิจการใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ทุกประการ

          เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายฮาลาล จะต้องมีหน้าที่รับผลิตชอบในการออกเครื่องหมายรับรองฮาลาลที่แสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์การโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือกิจการใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 แล้วจึงมีคำถามว่าถ้าต่อมาผลิตภัณฑ์ที่ได้รีบการรับรองออกรับรองเครื่องหมายฮาลาล โดยเครื่องหมายดังกล่าวปรากฏบนฉลากผลิตภัณฑ์การโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือกิจการใดมีสิ่งปนเปื้อนหรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติศาสนาอิสลามที่ห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์ฮาลาล  ตามใน ข้อ 26 ของระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการรับรองมาตรฐานฮาลาล พ.ศ. 2548 ผู้บริโภคสามารถที่จะดำเนินคดีกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิลามแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นผู้ออกเครื่องหมายรับรองฮาลาลได้หรือไม่เพียงใด หากสามารถดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ได้หรือไม่

        เราจะต้องย้อนกลับไปดูความหมายของคำว่า ผู้บริโภค หรือผู้ประกอบการ ซึ่งจะหมายถึงคู่ความในการที่จะดำเนินคดีได้  ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  พ.ศ. 2551 ได้ให้ความหมายของผู้บริโภค คือ ผู้บริโภคตาม  พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522  หมายความว่าผู้ซื้อหรือผู้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ได้รับการเสนอ หรือชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการและหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้ระบบบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยรอบแม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม

         และ 2. ผู้เสียหาย ตาม พรบ. ความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิกขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551  หมายความว่าผู้ได้รับความเสียหายอันเกิดจากสินค้า  พระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้ความหมายของผู้ประกอบธุรกิจ คือ 1. ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายผู้ค้มครองผู้บริโภคหมายความว่าผู้ขายผู้ผลิตเพื่อขายผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้าหรือผู้ให้บริการและหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย และ 2. ผู้ประกอบการ ตามกฎหมาย พรบ. ความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 (2.4) ผู้ซึ่งใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายข้อความ หรือแสดงด้วยวิธีใดๆซึ่งมีลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิต  ผู้ว่าจ้างให้ผลิตหรือผู้นำเข้า 

        จากความหมายของผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคที่บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองและออกเครื่องหมายฮาลาล โดยสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย แต่ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีสิ่งปนเปื้อนหรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องห้ามการบริโภคบทบัญญัติศาสนาอิสลาม หรือสิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติศาสนาอิสลามที่ห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์ฮาลาล ตามนัย ข้อ 26 ของระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการรับรองมาตรฐานฮาลาล  และการใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาล พ.ศ. 2548  สามารถที่จะดำเนินคดีกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ผู้เป็นเจ้าของและเป็นผู้ออกเครื่องหมายรับรองฮาลาลได้ ส่วนการดำเนินคดีดังกล่าวนั้นก็เป็นการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาผู้บริโภค  พ.ศ. 2551

โคโรน่าไวรัสจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคตลอดไป

BIHAPSWEEKLY EP. 23

อ่านสรุป…

1. ทัศนคติ พฤติกรรม การใช้จ่ายของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป และจะกลายเป็นความปรกติใหม่หลังเหตุการณ์การระบาดของโควิดสิ้นสุดลง

2. ขณะที่การซื้อขายส่วนใหญ่ในช่วงของการระบาดเกิดขึ้นในกลุ่มสินค้าความต้องการพื้นฐาน แต่ในที่สุดแล้วจะมีความต้องการซื้อขายสินค้าในกลุ่มอื่นๆตามมา โดยผู้บริโภคจะให้ความสนใจสินค้าในกลุ่มที่ผลิตในชุมชน งานฝีมือและสินค้าจากกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม

3. ช่วงของการกักตัวทางสังคม ผู้บริโภคได้มีเวลาเรียนรู้การเชื่อมต่อในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น เกิดการเรียนรู้ใช้งานช่องทางการสื่อสารออนไลน์ถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะกลายเป็นพฤติกรรมความเคยชินใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

อ่านฉบับเต็ม…

การระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ รวมไปถึงมาตรการต่างๆ ทื่ ทำให้ผู้คนต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตไป ไม่เพียงแต่ความเป็นอยู่เท่านั้น การซื้อขายสินค้า หลักคิดและพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นยังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ร้านค้าหลายแห่งปิดตัวลง ผู้บริโภคสามารถค้นหาสินค้าผ่านช่องทางใหม่ ถือเป็นการเปิดโลกของการซื้อขายสินค้าและบริการอย่างผ่านช่องทางออนไลน์ไม่มีข้อจำกัด นับเป็นบททดสอบที่สำคัญของผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่จะต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

ในช่วงที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตอยู่ในช่วงของมาตรการการป้องกันและควบคุมโรคบีบบังคับผู้บริโภคต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตไปจากเดิม ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในรูปแบบใหม่และอาจกลายไปเป็นความปรกติใหม่ในอนาคต โดยมีแนวโน้มของความต้องการในอนาคตขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพดังนี้

1. ความใส่ใจด้านสุขภาพของผู้บริโภคอย่างที่ไม่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ผู้บริโภคใช้หลักการทางด้านสุขภาพเข้ามามีผลต่อการตัดสินใจในซื้อสินค้าและบริการ เพื่อสนับสนุนชีวิตที่ดี ป้องกันและรักษาสุขภาพจากโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญ

2. ความตระหนักในการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
ผู้บริโภคให้ความสำคัญและตระหนักในการซื้อขายสินค้นค้ามากขึ้น จากสถานการณ์ความไม่มั่นคงในชีวิตที่เกิดขึ้นในช่วงของการระบาด ผู้บริโภคมีการเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย มีสติกับการใช้จ่ายยิ่งขึ้น ดังนั้นสินค้าที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปสามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างดี

3. ความต้องการสินค้าท้องถิ่น และการกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ผู้บริโภคจะมีความต้องการในการซื้อสิ้นค้าในท้องถิ่นที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสินค้าที่มาจากการผลิตด้วยกรรมวิธีที่เรียบง่ายปลอดภัย ผลิตในชุมชน งานฝีมือและสินค้าจากกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อส่งต่อคุณค่าของผู้คนในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น

ทางศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจและผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BIHAPS) ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอขอบคุณทานผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามและให้กำลังใจ ขอให้ทุกท่านเก็บเกี่ยวช่วงสุดท้ายในเดือนอันประเสริฐนี้ไปได้อย่างที่คาดหวังไว้

ติดตามข้อมูลดีๆ ได้จากเพจศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สำนักงานปัตตานี)

วัสสลาม.

………………………………………………………………………………………………………..
Reference : www.accenture.com/coronavirus-consumerbehaviorresearch

บทความโดย อมีน มะหมัด
ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจฮาลาลฯ (BIHAPS)
ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ สนง.ปัตตานี
#BIHAPSWEEKLY
#BIHAPSWEEKLY
#HALALSCIENCEPATTANI
#HSCPN
#HALALSCIENCECHULA

แนวทางการเลือกวัตถุดิบเพื่อการผลิตอาหารฮาลาล

  แนวทางการเลือกวัตถุดิบเพื่อการผลิตอาหารฮาลาล

1. แนวทางการเลือกวัตถุดิบจากพืช
พืชทุกชนิดจัดเป็นวัตถุดิบที่เป็นอาหารฮาลาลที่ไม่มีกระบวนการกำกับทางศาสนบัญญัติมากมายเหมือนสัตว์ ยกเว้นพืชต่อไปนี้
ก. พืชที่เป็นอันตราย เช่น พืชที่มีพิษมีภัยต่อร่างกาย
ข. พืชที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรก (นะญิส)
ค. พืชที่เป็นสารเสพติด

การห้ามบริโภคอันเนื่องมาจากอันตราย และสิ่งสกปรก (นะญิส) ที่ปนเปื้อนอยู่ในตัวของมัน ซึ่งถ้าหากสามารถชำระล้างหรือดึงสารพิษและสิ่งเสพติดออกจากมัน ก็จะทำให้พืชทั้งสามชนิดนี้เป็นที่ฮาลาลได้ ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบสามารถนำพืชสดๆมาปรุงเป็นอาหารฮาลาล หรือแปรรูปเป็นสินค้าป้อนเข้าโรงงานอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล แต่ที่ต้องคำนึงนั่นคือ ต้องไม่ปนเปื้อนหรือปะปนกับสิ่งที่ต้องห้ามจะเป็นสิ่งสกปรก หรือการเตรียมการที่ต้องห้าม เช่น แช่กับสุรา หรือแปรรูปเป็นสิ่งที่มึนเมา เช่น การนำองุ่น อินทผลัม ข้าวบาร์เลย์ ไปหมักจนกลายเป็นสุรา หรือสกัดเป็นสารแอลกอฮอล์ และการสกัดสารจากพืชบางชนิดจนเป็นสารเสพติด เช่น เฮโรอีน มอร์ฟีน หรืออื่นๆ เป็นต้น

2. แนวทางการเลือกวัตถุดิบจากสัตว์

สัตว์บกและสัตว์ปีกทุกชนิดที่ได้รับการอนุมัติให้บริโภคได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการเชือดก่อนจะนำมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลได้ ส่วนสัตว์บกหรือสัตว์ปีกที่ตายเอง เช่น เป็นโรคตาย ถูกรถชนตาย ถูกตีตาย ตกเขาตาย ฯลฯ รวมถึงเชือดโดยนามอื่นที่มิใช่ด้วยพระนามของอัลลอฮฺถือเป็นซากสัตว์ ซึ่งอิสลามถือว่าหะรอมนำมาบริโภคไม่ได้

หลักเกณฑ์ในการเชือดสัตว์ตามหลักการอิสลาม ประกอบด้วย
1.สัตว์ที่นำมาเชือด
ก. เป็นสัตว์ที่ศาสนาอนุมัติให้บริโภคได้เมื่อผ่านกระบวนการเชือด
ข. ไม่มีการทรมานหรือทารุณสัตว์ก่อนทำการเชือด
ค. สัตว์จะต้องตายเนื่องจากการเชือดก่อนนำไปดำเนินการอย่างอื่น

 2. ผู้เชือด
ก. ต้องเป็นมุสลิม หรือชาวคัมภีร์ที่เชือดสัตว์ตามวิธีการอิสลาม
ข. บรรลุนิติภาวะ มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์
ค. ไม่เป็นโรคติดต่อที่สังคมรังเกียจ

3. วิธีเชือด
ก. ให้กล่าวพระนามของอัลลอฮฺเมื่อเริ่มเชือด (บิสมิลลาฮฺ อัลลอฮุอักบัร)
ข. ควรผินหน้าไปทางกิบลัต
ค. ควรเชือดโดยต่อเนื่องในคราวเดียวกัน และไม่ควรยกมีดขึ้นขณะทำการเชือด
ง. เชือดให้หลอดลม หลอดอาหารและเส้นเลือดสองเส้นข้างลำคอขาดจากกัน

4. อุปกรณ์การเชือด เป็นของมีคมที่คมกริบ
ส่วนปลา ตั๊กแตนและเนื้อสัตว์ทะเล เป็นสัตว์ที่ถูกยกเว้นไม่ต้องผ่านกระบวนการเชือดเหมือนกับสัตว์บก และสัตว์ทะเลที่ตายแล้วก็ยังสามารถนำมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลได้ แต่การเตรียมวัตถุดิบที่มาจากสัตว์ทะเลก็ควรปฏิบัติเพื่อชำระล้างจากนะญิส และทำให้เนื้อสัตว์ทะเลสะอาดถูกต้องตามหลักการอิสลาม

3. แนวทางการเลือกวัตถุดิบแปรรูป

ให้ดำเนินการดังนี้

1. ตรวจสอบเครื่องหมายรับรองฮาลาลที่ออกโดยองค์กรด้านศาสนาที่ถูกยอมรับบนฉลากบรรจุภัณฑ์อาหาร

2. พิจารณาส่วนประกอบบนฉลากอย่างละเอียด จำแนกสถานะ ฮาลาล/หะรอม/มัชบุฮ ของแต่ละส่วนประกอบ ดังนี้

  • ถ้าส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดฮาลาล  ดังนั้นวัตถุดิบเหมาะสมสำหรับการนำมาใช้เพื่อผลิตเป็นอาหารฮาลาล
  • ถ้ามีส่วนประกอบหนึ่งเป็นส่วนประกอบที่หะรอม ดังนั้นวัตถุดิบต้องไม่นำมาใช้เพื่อผลิตเป็นอาหารฮาลาล
  • ถ้าส่วนประกอบตกภายใต้สถานะมัชบุฮฺ  ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงจากวัตถุดิบเหล่านี้เนื่องจากส่วนประกอบอาจมาจากแหล่งที่หะรอม

เทคนิคการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากอาหารที่ได้จากเนื้อสัตว์

 สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความแตกต่างกัน เนื่องมาจากการที่สิ่งมีชีวิตมีสายพันธุกรรมที่เรียกว่าดีเอ็นเอแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างของดีเอ็นเอในที่นี้หมายถึง ชนิดและการเรียงตัวลำดับเบส รวมทั้งความยาวของดีเอ็นเอที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดความแตกต่างและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสามารถใช้ความแตกต่างนี้ เป็นตัวแยกสิ่งมีชีวิตแต่ละสปีชีส์ออกจากกันได้

                 การจำแนกสปีชีส์ของเนื้อสัตว์จากอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเนื้อสัตว์นั้นได้ถูกพัฒนาเป็นลำดับ เนื่องจากกระบวนการผลิตอาหารปัจจุบันมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในกรณีของเนื้อสัตว์มักมีปัญหาที่ซับซ้อนกว่าอาหารฮาลาลกลุ่มอื่นๆ เพราะมักเกิดเหตุการณ์เนื้อฮาลาลสัมผัสกับเนื้อไม่ฮาลาลอยู่เสมอ หรือการติดฉลากที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง การตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ที่สำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์การวิเคราะห์การปนเปื้อนจากเนื้อสุกร ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามทางศาสนาและมีโอกาสปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารมากที่สุด

              ดังนั้น วิธีการตรวจวิเคราะห์จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เริ่มแรกจะใช้เทคนิคทางภูมิคุ้มกันวิทยา ซึ่งสามารถตรวจวิเคราะห์อาหารดิบที่ยังไม่ผ่านการปรุง ได้แก่ ELISA (Enzyme-Linked Immunosorbent Assay) สามารถตรวจวิเคราะห์เนื้อสุกรปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารได้ แต่ความไวจะลดต่ำลงสำหรับอาหารที่ปรุงสุกหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนเนื่องจากโปรตีนถูกทำลาย

   ต่อมาได้มีการพัฒนาใช้ดีเอ็นเอเป็นแหล่งตรวจวัด โดยเริ่มแรกใช้เทคนิค DNA hybridization เทคนิคนี้เป็นการค้นหาดีเอ็นเอต้นแบบที่ต้องการจากกลุ่มลำดับเบสที่แตกต่างกันจำนวนมาก โดยใช้ดีเอ็นเอสายเดี่ยวที่ถูกติดฉลากด้วยสารรังสีหรือสารเรื่องแสงเพื่อเป็นโพรบ (Prob) จับคู่กับดีเอ็นเอต้นแบบที่ติดอยู่บนเมมเบรน ด้วยวิธี Slot blot หรือ Dot blot ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมสามารถตรวจวัดในเชิงปริมาณ โดยวัดได้จากความเข้มข้นของสัญญาณที่ติดฉลากซึ่งยังอาจไม่นิยมใช้กันมากนักเนื่องจากใช้เวลานานในการติดฉลากโพรบ

                และต่อมาจึงมีการพัฒนามาใช้วิธีการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอโดยปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (Polymerase Chain Reaction หรือ PCR) ซึ่งมีความรวดเร็วกว่า และใช้ปริมาณสารตัวอย่างตั้งต้นเพียงเล็กน้อยมีความจำเพาะและมีความไวในการตรวจสูง เทคนิค PCR นี้เป็นเทคนิคที่ใช้เพิ่มปริมาณดีเอ็นเอที่สนใจมีอยู่น้อยให้สามารถตรวจวัดได้

               หลักการพื้นฐานของ PCR จะให้โอลิโกนิวคลีโอไทด์ไพรเมอร์ (Oligonucleotide primers) หรือดีเอ็นเอสายสั้นๆ ของลำดับเบสคู่สมกันลายสาย DNA แม่แบบ ในการสร้างดีเอ็นเอสายใหม่, เอนไซม์ดีเอ็นเอโพลิเมอเรส (DNA Polymerase) และอุณหภูมิที่ทำให้ดีเอ็นเอแยกจากกันหรือจับคู่กันใหม่ ซึ่งปฏิกิริยา PCR ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ

ขั้นที่ 1 Denaturation  เป็นการแยกสายดีเอ็นเอต้นแบบจากสภาพที่เป็นสายคู่ให้เป็นดีเอ็นเอสายเดี่ยวโดยใช้อุณหภูมิ 92-95 °C 

ขั้นที่ 2 Annealing เป็นขั้นตอนที่ทำให้โอลิโกนิวคลีโอไทด์ไพรเมอร์ที่มีลำดับเบสเป็นคู่สมกับดีเอ็นเอที่เป็นต้นแบบจับคู่กัน ซึ่งนิยม ใช้อุณหภูมิในช่วง 50-60 °C  

ขั้นที่ 3 Extension เป็นขั้นตอนการสังเคราะห์ดีเอ็นเอสายใหม่ โดยการสังเคราะห์ต่อจากส่วยปลาย 3’ ของไพรเมอร์ โดยอาศัยการทำงานของเอนไซม์ดีเอ็นเอโพลิเมอร์เรส (DNA polymerase) ซึ่งเอนไซม์นี้สามารถทำงานได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิ 72-75  °C

            โดยจะทำการหมุนต่อเนื่องกันไปตั้งแต่ขั้นที่ 1-3 เป็นรอบๆ ทั้งหมด 30-50 รอบ ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมของแต่ละขั้นตอนเมื่อเสร็จสิ้นสิ้นปฏิกิริยาจะเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอเป้าหมาย ได้เป็นจำนวนล้านเท่า สามารถตรวจสอบผลผลิตของดีเอ็นเอได้ จากการนำดีเอ็นเคลื่อนผ่านกระแสไฟฟ้าบนแผ่นวุ้น (Gelelectrophoresis) และนำมาย้อมดีเอ็นเอด้วยเอธิเดียมโบรไมด์เพื่อตรวจ วิเคราะห์แถบดีเอ็นเอ โดยผ่านเครื่องฉายแสงยูวี (UV transiluminator) ต่อไป (ปฏิกิริยา PCR แสดงดังรูป)

            Meyer R. และคณะได้ใช้เทคนิค PCR ในการตรวจวัดดีเอ็นเอจากเนื้อสุกร พบว่าสามารถตรวจวัดเนื้อสุกรผสมเนื้อวัวทั้งที่เป็นเนื้อดิบ และเนื้อที่ผ่านความร้อนที่ความเข้มข้นต่ำถึง 2 เปอร์เซนต์ในขณะที่ชุดตรวจด้วยวิธีทางภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunology)ไม่สามารถตรวจวัดเนื้อที่ผ่านการปรุงสุกที่ความเข้มข้นต่ำกว่า 20เปอร์เซนต์ และเนื้อดิบที่ความเข้มข้นต่ำกว่า 10 เปอร์เซนต์ได้ Rodriguez และคณะใช้ PCR ในตรวจวิเคราะห์ เนื้อสุกร เนื้อวัวเนื้อแพะ และเนื้อแกะ สำหรับเนื้อดิบและเนื้อที่ผ่านการปรุงสุกในรูปเนื้อผสม สามารถตรวจวัดเนื้อผสมที่ขีดจำกัดต่ำสุด (detectionlimit) ที่ 1 เปอร์เซนต์

           การตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิค PCR เป็นเทคนิคที่นิยมใช้ในการตรวจวัดเนื้อสุกรปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆด้วย รวมทั้งใช้จำแนกสปีชีส์ของเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ในอาหาร สามารถวิเคราะห์เนื้อสัตว์ทั้งที่เป็นเนื้อดิบ และเนื้อที่ผ่านการปรุงสุกมาแล้ว ซึ่งใช้ปริมาณตัวอย่างเพียงเล็กน้อย มีความรวดเร็ว มีความไว และความจำเพาะสูงอีกทั้งยังสามารถตรวจวัดในเชิงปริมาณที่เรียกว่าเทคนิค Real-Time PCR ได้อีกด้วย

…………………………………………………………………….
แหล่งที่มาศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ดีเอ็นเอ และเทคนิคการตรวจวิเคราะห์ : ดีเอ็นเอจากอาหารที่ได้จากสัตว์.Halal Insigh เล่ม 3.มกราคม-มีนาคม 2551
หรืออ่านจากนี้ได้เลยครับhttp://www.halalscience.org/uploadfiles/halal_insight-edit.pdf%20vol3-DNA.pdf